เทศน์เช้า วันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๖๙
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ตั้งใจฟังธรรมะ ธรรมะเป็นสัจธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เป็นสาวกสาวกะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีเมตตากรุณามากมายมหาศาล อยากให้คนพ้นจากทุกข์ พ้นจากทุกข์ ถ้าพ้นจากทุกข์ขึ้นมาแล้ว เราต้องมีอำนาจวาสนาไง
ถ้ามีอำนาจวาสนา มีสติมีปัญญา มันมีขันติธรรม มีความอดทน มีความอดทนแล้วทำคุณงามความดีของเรา ทำคุณงามดีของเรา เพราะมันยืนยันว่า กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมาไง ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วไง
ถ้าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ถ้ามีสัจธรรม มันคุ้มครองดูแลในชีวิตของเรา
แต่เวลาทำแล้วมันเจอวิกฤติในชีวิตขึ้นมา มันทุกข์มันยากไปทั้งนั้นน่ะ ถ้ามันทุกข์มันยาก สิ่งที่เราทำคุณงามความดีมา เราได้เกิดเป็นมนุษย์ มันเป็นการยืนยันแล้วว่าเราได้เกิดเป็นมนุษย์ มนุษย์มีสติมีปัญญา มีสมองของตน จะคุ้มครองดูแลชีวิตนี้ให้ประสบความสำเร็จในชีวิต แล้วประสบความสำเร็จในชีวิตทางโลกไง
ทางโลกส่วนทางโลก ทางธรรมส่วนทางธรรม
ถ้าทางธรรมๆ สูง ต่ำ ดำ ขาวขนาดไหน เวลาสิ้นกิเลสแล้วเป็นพระอรหันต์เหมือนกัน เวลาเป็นพระอรหันต์เหมือนกัน เป็นพระอรหันต์เพราะอาสวักขยญาณทำลายอวิชชาในหัวใจของบุคคลผู้นั้น ถ้าในหัวใจของบุคคลผู้นั้นนะ ต้องมีสัจจะมีความจริงไง
ถ้ามีสัจจะมีความจริงเพราะอะไร
เพราะครูบาอาจารย์ของเราที่ท่านฝึกหัดปฏิบัติมา ท่านจะยืนยันว่า ธรรมะอยู่ฟากตาย อยู่ฟากตายๆ ทั้งนั้นน่ะ
อย่างคนเราเกิดมา เกิดตายๆ มันก็กลัวความตายกันไง เรากลัวความตายขึ้นมา พอทำสิ่งใดขึ้นมา เดี๋ยวจะเป็น เดี๋ยวจะตาย
แล้วอะไรจะเป็น อะไรจะตาย ก็ทำคุณงามความดีอยู่นี้ ถ้าทำความดีอยู่นี้ มันต้องทำคุณงามความดีด้วยความถูกต้องชอบธรรม เป็นสัมมาทิฏฐิถูกต้องชอบธรรมไง
ถ้าเป็นมิจฉาทิฏฐิ เห็นไหม กิเลสมันก็หลอกเราอยู่แล้ว แล้วพอเวลาปฏิบัติขึ้นมาก็จะเอาแต่ตามใจของตัว เอาแต่ความสะดวกของตัว เอาแต่ความที่ว่าตัวรู้ตัวเห็นนั้นน่ะ แล้วตัวรู้ตัวเห็น ก็เห็นอยู่นี่ แล้วมันมีอะไรดีงามขึ้นมา
เห็นธรรมต่างหาก
ถ้าเห็นธรรมนะ มันมี จกฺขุํ อุทปาทิ มันมีจักขุญาณ มันมีญาณในหัวใจ มันต้องเป็นสัจจะความจริงอันนี้ แล้วถ้ามันรู้มันเห็นแล้วนะ จบ ใครจะติ ใครจะเตียน ใครจะว่าอย่างไรนะ ไร้สาระ อยู่ข้างนอก มันจะเข้ามาในหัวใจของเราไม่ได้เลย
แต่ถ้าเราไม่ดี เราไม่เป็นจริง เราหวั่นไหว เขาว่าอย่างไรก็เซซวนไปหมด ไอ้เซซวนนี่สำคัญมากเลย เพราะอะไร เพราะเวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ความลังเลสงสัย แล้วสงสัยตัวเราไหม
ถ้าสงสัยแล้ว อย่างหลวงตาพระมหาบัวท่านสงสัย ท่านบอกว่า นิพพานน้อยๆ มันเสวยแล้วปล่อย เสวยแล้วปล่อย อย่างนี้ไม่ใช่นิพพานแล้วหรือ “อย่างนี้” สงสัย ไม่เอา ตัวเองสงสัยไง มันต้องหายสงสัย สิ้นสงสัยสิ แล้วถ้ามันหายสงสัย สิ้นสงสัย มันถึงเป็นความจริงไง
แล้วใครจะถากใครจะถางเรื่องของเขา เรื่องของเขา ถ้ามันเป็นความจริงนะ แต่ถ้าไม่เป็นความจริง มันหวั่นไหวตั้งแต่ภายในแล้ว มันลังเลสงสัยตั้งแต่ภายในแล้ว แล้ววิตกกังวลตลอดเวลาเลยว่า กลัวว่าเขาจะไม่เชื่อเรา กลัวว่าเขาจะไม่รับรองเรา
กลัวเขา แล้วเราล่ะ
อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เราต่างหากสำคัญที่สุด
ถ้าเรายังสงสัยอยู่นะ ยกประโยชน์ให้กิเลสเลย จบ เอาใหม่ การเอาใหม่คือเริ่มต้นใหม่ๆ เริ่มต้นใหม่เพราะอะไร เพราะยังมีชีวิตอยู่นี่ไง ถ้ามันตายไปแล้วจบนะ
มันกุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา ทำของเราๆ เราเข้าใจว่าฝึกหัดปฏิบัติให้ถูกต้องชอบธรรม แต่มันไพล่ไปเป็นมิจฉาทิฏฐินู่นน่ะ มันเป็นสายบุญสายกรรมของใครนั่นน่ะ มันจะไปตามกิเลสนั่นไง
แต่ถ้าไปทางธรรม เรามีความสุข ความสงบร่มเย็น ทำดีมาก ทำดีน้อย มันเป็นที่เจตนาของเรา ถ้าเจตนาของเราทำคุณงามความดีในหัวใจของตนนะ ใครจะถากใครจะถางมันเรื่องของเขา แล้วถากถางทั้งนั้นน่ะ เพราะอะไร เพราะคนไปวัดๆ ทุกสังคมจะติฉินนินทาไง ไอ้พวกไปวัดๆ ไอ้พวกที่มีปัญหา
ใช่ มีปัญหาเพราะกูทุกข์ไง แล้วกูเป็นสุภาพบุรุษด้วย กูยอมรับความจริง แล้วกูจะทำความจริงของกูขึ้นมา ทำไม
แต่เวลาคนถากคนถางเรา มันไปตามเขาไง
เขาถากเขาถางนะ ถ้าคนที่เขามีอำนาจวาสนานะ มันเป็นแรงบวกเลยล่ะ เราจะเพิ่มความเพียรเป็นสองเท่า เราจะทำคุณงามความดีให้มากกว่านั้น ใครจะเห็นต่าง เรื่องของเขา มันเป็นวาสนาของคน
แม้แต่ว่า เวลาพระอรหันต์ในสมัยพุทธกาลสิ้นกิเลสแล้วไง ไอ้ผู้มีชำนาญการอย่างไรก็ว่าของตนถูกต้องชอบธรรมทั้งนั้นน่ะ
เวลาไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอก “อาสวักขยญาณสำคัญที่สุด เหตุและผลที่ทำให้เธอสิ้นกิเลสสำคัญที่สุด”
แล้วเป็นพระอรหันต์แล้ว แล้วมาเถียงกันเรื่องอะไร
เถียงกันเรื่องความถนัด นี่พระอรหันต์ประเภทใดๆ ไง
หลวงปู่มั่นยืนยันว่าพระอรหันต์มีประเภทเดียว ประเภทสิ้นกิเลส แล้วนั่นมันเป็นวาสนาของแต่ละบุคคล
อำนาจวาสนาของแต่ละบุคคล เราไม่ต้องไปวัดค่าตรงนั้น วัดค่าที่ว่าเรามีความเพียรไหม เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนาแล้ว เราจะเอาอริยทรัพย์ ทรัพย์ที่เป็นข้อเท็จจริงที่มันจะติดหัวใจดวงนี้ไป
เพราะคนเราเกิดมานะ ได้สร้างบุญสร้างบาปมามากน้อยขนาดไหนก็แล้วแต่ สิ่งที่จะติดหัวใจไปมีบุญและบาปเท่านั้น แล้วบุญและบาปนั้นก็ผลของวัฏฏะ ก็เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะไง ทำคุณงามความดีก็ไปเกิดเป็นพระอินทร์ เป็นพระอินทร์นะ ควบคุมดูแลพวกเทวดา
เวลาพระกัสสปะออกจากนิโรธสมาบัติ ปลอมเป็นคนจนมาใส่บาตร แปลงร่างมาเป็นช่างทอหูก แล้วมาใส่บาตรพระกัสสปะที่ออกจากนิโรธสมาบัติไง
พระกัสสปะจะโปรดคนทุกข์คนจนไง
“มหาบพิตร มหาบพิตรอย่าขี้โกงสิ นี่เขาจะโปรดคนทุกข์ คนยาก คนจนไง”
“ข้าพเจ้าจน”
จนเพราะอะไร
จนเพราะว่าเป็นพระอินทร์ เป็นผู้ปกครองเทวดา แต่เทวดาเขาสร้างบุญกุศลของเขามา เขามีทรัพย์มากกว่าไง แสงสว่างกว่า ทุกอย่างดีกว่าไง มันมาเติมบุญๆ นี่ไง เพิ่มบุญขึ้นมาเพื่อจะให้มีทรัพย์ของตน ผู้ปกครองคนอื่นก็ต้องมีทรัพย์สิน
นี่โลกๆ เห็นไหม
พระอินทร์ๆ เทวดา อินทร์ พรหมก็เสวยภพเสวยชาติอย่างนี้แหละ ทิพย์สมบัติๆ ไอ้ใครว่าไม่มีจริง แล้วแต่ แล้วแต่กิเลสมันจะหลอกลวงได้มากน้อยแค่ไห
ถ้าเราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ยืนยัน แล้วเทวดา อินทร์ พรหมที่เขาเป็นธรรมนะ ท้าวจตุโลกบาลทั้งหมดมายืนยันเลยว่าจะคุ้มครองดูแลผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เรื่องชีวิต เรื่องจิตวิญญาณ โลกแห่งวิญญาณ เขาเป็นคนปกครอง
สิ่งที่เป็นสัจจะเป็นความจริงมันมีของมัน ผู้ที่มีหูมีตา เขารู้เขาเห็นของเขา
ไอ้เราหูมืดบอดยังอวดดี อวดดีว่า ภพชาติไม่มี ทุกอย่างไม่มี ชีวิตนี้มีชีวิตเดียว
แล้วความดีความชั่วล่ะ
เกิดมาเป็นพี่น้องกันในพ่อแม่เดียวกัน ยังคิดไม่เหมือนกัน คนหนึ่งจิตใจสูงส่ง เสียสละให้กับทุกๆ คนได้ อีกคนหนึ่งเกิดมานะ ตีโพยตีพาย พ่อแม่ไม่รักๆ แล้วก็จะเรียกร้อง เรียกร้องอะไร เรียกร้อง
ตัณหาความทะยานอยากถมไม่มีวันเต็ม ตัณหาความทะยานอยากมันจะครองโลก ๕ ใบ มันยังไม่พอใจของมัน ทำสิ่งใดแล้ว มันคิดเองไง เขาทำดีกันมาเกือบตาย มันไม่พอ มันจะเอามากกว่านั้นน่ะ มันจะเอาชีวิตฝั่งตรงข้ามเลยล่ะ มันจะเอาชีวิตพ่อชีวิตแม่มันเลยล่ะ ลำเอียงๆ
มันสมดุลแล้วแหละ นี่ไง แต่คนที่จิตใจเขาสูงส่งล่ะ ทำไมเขาไม่เท่ากันล่ะ
นี่ไง สิ่งที่บุญและบาปติดหัวใจดวงนี้ไป แล้วเวลาเกิดมา นี่ไง พันธุกรรมของจิตๆ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย พระอรหันต์แต่ละองค์แสนกัปทั้งนั้นน่ะ
ถ้าไม่แสนกัปนะ จิตใจมันหวั่นไหว ไปเจอสิ่งใดเรรวนไปหมดน่ะ
แต่ถ้าคนมีหลักมีเกณฑ์นะ เห็นผิดชอบชั่วดีโดยความเป็นจริง ผิดก็ผิด ถูกก็ถูก ชั่วคือชั่ว ดีคือดี แล้วเอ็งเลือกอะไร เอ็งเลือกอะไร
นี่มันอยู่ที่วินิจฉัยของเราไง
แล้วเวลาไปนั่งสมาธิภาวนา พอจิตมันสงบ เอ๊ะ! สงบจริงหรือสงบปลอม เฮ้ย! ถ้ามันสงบ มันมีเหตุอะไรถึงสงบล่ะ แล้วมันคลายออกมามันเป็นอย่างไรล่ะ แล้วเวลามันสงบแล้ว เวลาจะทำอีก ทำไมมันทำไม่ได้ล่ะ
เห็นไหม ถ้ามี เอ๊ะ! เอ๊ะ! นี่มันเริ่มตรวจสอบพฤติกรรมของจิต มันเริ่มตรวจสอบการกระทำของตน ถ้าเริ่มตรวจสอบการกระทำของตนนะ ศีล สมาธิ ปัญญา
พระกรรมฐาน ลูกศิษย์ของหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น เขาวัดกันว่าถ้าศีลมันด่างมันพร้อย เวลาเป็นสมาธิมันก็ด่าง มันก็พร้อย ถ้ามันศูนย์ มันก็เป็นมิจฉา แล้วเวลามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา ดูสิ ปกติยังคดยังโกง ยังโป้ปดมดเท็จขนาดนี้ เวลาจิตสงบเข้าไปมันเป็นนามธรรม มันยิ่งร้ายกว่านี้อีก มันปลิ้นมันปล้อน มันหลอกตัวมันเองนั่นน่ะ แล้วก็หลงเชื่อ
เวลาหลงเชื่อขึ้นมา ทำฌานสมาบัติเหาะเหินเดินฟ้าได้อย่างเทวทัตนั่นน่ะ ถึงเวลาแล้ว เพราะไม่มีศีลไง ฆ่าได้แม้แต่อาจารย์ของตน พยายามฆ่า พยายามฆ่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหลายรอบ
แต่บุญบารมีมันแตกต่างกันไง ทำแล้วไม่ประสบความสำเร็จ โอ้โฮ! มันสร้างเวรสร้างกรรมมากมาย
ระลึกได้นะ จะไปขอขมา ลงหน้าเชตวันเพื่อจะไปชำระความสะอาดร่างกาย จะไปกราบพระพุทธเจ้า ต้องให้มันสะอาด พอตีนแตะพื้นปุ๊บ ธรณีสูบสดๆ ร้อนๆ นรกอเวจี สดๆ ร้อนๆ ไม่ต้องตายแล้วไปตกนรกนะ ไปเป็นๆ นี่แหละ นี่เพราะอะไร เพราะเขาทำของเขา เขาทำของเขาทั้งนั้นน่ะ แต่เขายังระลึกได้ เห็นไหม
ด้วยมิจฉาทิฏฐิไง พอจิตมันเป็นสิ่งใดขึ้นมาแล้วเกิดมิจฉาทิฏฐิขึ้นมา มันคิดของมัน มันไปเตลิดเปิดเปิงเลย
แต่เป็นสัมมาทิฏฐิ เอ๊ะ! ทำไมคราวนี้เข้าได้ ทำไมคราวนี้เข้าไม่ได้ ตรวจสอบศีลแล้ว แล้วถ้ามีอะไรข้องใจ ปลงอาบัติทันที ปลงอาบัติๆ เพราะความสะอาดบริสุทธิ์ของตน แล้วมีสติมีปัญญา แล้วศีล สมาธิ
ทำความสงบของใจให้ได้ ถ้าทำความสงบของใจให้ได้ มันชำนาญในวสีไง นั่งสมาธิทุกวัน ปฏิบัติทุกวัน ทำไมมันจะไม่รู้ วันนี้ไม่ได้อะไรเลย วันนี้ปวดน่าดูเลย วันนี้ทุกข์ยากมาก
เรามีความเพียรชอบ ความเพียร ความวิริยะ ความอุตสาหะ
แม้แต่ทางโลก เขาทำหน้าที่การงานของเขา เขาก็มีขันติธรรม มีวิริยะ มีอุตสาหะของเขา เขาทำของเขานะ วันนี้ผิดพลาดนะ ทำซ้ำๆ มันต้องมีชำนาญขึ้นมา มันต้องถูกต้องขึ้นมาจนได้
นี่ก็เหมือนกัน เราจะฝึกหัดปฏิบัติมา เราใช้ความเพียร ความวิริยะ ความอุตสาหะไง
นักกีฬาเขาจะเป็นนักกีฬาอาชีพ เขาฝึกหัดทั้งวัน วันหนึ่ง ๘ ชั่วโมง ๑๐ ชั่วโมง ทุกวันๆๆ เลย นักกีฬาที่มีชื่อเสียงขึ้นมา เวลาเขาไปสัมภาษณ์นะ เขาจะบอกเลยนะ ว่าชีวิตวัยเด็กเขาไม่มี พอถ้าประสบความสำเร็จแล้ว อยากจะไปเที่ยวสนุกชดเชยชีวิตวัยเด็กไง
วัยเด็กเขาฝึกเขาฝน ไอ้ที่มีความสามารถ เขาฝึกเขาฝนทั้งนั้นน่ะ
ไอ้นี่เราจะเอาความสุข จะเอาความจริงในหัวใจของตน แล้วมันฝึกฝนไม่ใช่ฝึกฝนด้วยร่างกาย เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา แต่มันฝึกฝนที่หัวใจ มันสงบอย่างไร จิตมันเป็นอย่างไร แล้วถ้ามันยกขึ้นสู่วิปัสสนา สุตมยปัญญา จินตมยปัญญา
เราพูดทุกวัน เราเน้นทุกวัน เพราะอะไร
เพราะเราจะยืนยันว่า ความคิดวิทยาศาสตร์ทางโลกมันเป็นสุตมยปัญญา ภาวนามยปัญญา ปัญญาจะเกิดจากการภาวนา พอมันเป็นจริง มันมหัศจรรย์ แล้วมันสำคัญที่ว่ามันมหัศจรรย์ต่อผู้ที่ประพฤติปฏิบัตินั้น เพราะมันชัดมันเจน
แล้วใครหิวข้าว ใครกินข้าว แล้วก็อิ่มกับคนคนนั้น ผู้ที่ปฏิบัติขึ้นมาเขาได้สัมผัสของเขา เขาก็จะรู้เฉพาะปัจจัตตัง สันทิฏฐิโกของเขา
แล้วผู้รู้เขารู้แล้ว เขาฟัง ไอ้ปัญญาๆ น่ะไอ้เพ้อเจ้อ มันเพ้อพก มันเป็นทมยันตี มันจะเขียนนิยายธรรมะ เขียนเข้าไปเถอะ เขียนอยู่นั่นน่ะ เป็นไปไม่ได้
เวลาเกิดภาวนามยปัญญา พูดไม่ออกเลยล่ะ จะเขียนให้ใครรู้
เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อาสวักขยญาณ ทำลายอวิชชาในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เทศนาว่าการ พระปัจเจกพุทธเจ้าตรัสรู้เองโดยชอบเหมือนกัน แต่พูดเหมือนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้
มันอธิบายถึงอาการของจิต ขันธ์ ๕ อายตนะ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องสร้างสมบุญญาธิการมาเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย ถึงได้วางธรรมและวินัยนี้ได้ พระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองด้วยตนเอง แต่ก็รู้เฉพาะตนนั่นน่ะ
แล้วพวกเราฝึกหัด สาวก สาวกะ เวลาพูดไปถ้ามันเป็นข้อเท็จจริง มันเป็นข้อเท็จจริงในใจดวงนั้น แล้วเวลาอธิบายธรรมะก็อธิบายธรรมะโดยทฤษฎีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะตัวเองไม่มีปัญญาหรอก เป็นเรื่องไร้สาระ ไอ้ที่อวดรู้อวดดีน่ะ นั่นน่ะศึกษาธรรมและวินัย จดจำธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จดจำธรรมวินัย แล้วก็อ้างอิงว่าเป็นสติปัญญาของตน นี่สุตมยปัญญา เพราะมันมีกิเลส มันถึงลุ่มหลงขนาดนั้นน่ะ
แต่ถ้าเป็นธรรมๆ นะ ถ้าหัวใจมันเป็นธรรม เวลาอ้างอิง ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ครูบาอาจารย์ เวลาถ้ามีเกร็ดที่ใครกระทำแล้วเป็นสมบัติของเขา นั่นน่ะเป็นสมบัติของครูบาอาจารย์ เราอ้างอิง แต่เรารู้อะไรล่ะ
ถ้ารู้จริง มันก็พูดตามความจริงได้ไง ถ้ารู้ไม่จริงก็ดำน้ำ แล้วไม่รู้เรื่องสิ่งใดเลย แล้วก็ไม่มีอะไรเป็นประโยชน์กับใครทั้งสิ้น
เวลาเป็นประโยชน์ เวลาเทศนาว่าการ ฟาดหัวกิเลส ฟาดหัวความเห็นผิด ฟาดหัวที่มันยึดมั่นถือมั่นให้มันสงบตัวลง แล้วถ้ามันเป็นปัญญาของเราเอง เอ๊อะ! เอ๊อะ! โอ้โฮ! มหัศจรรย์ในใจดวงนี้ไง
อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน
มันต้องไปถึงตรงนั้น มันถึงเกิดจักขุญาณ ตาของจิต จิตมันรับรู้ แล้วจิตมันเป็นข้อเท็จจริง จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ พระโสดาบันเกิดอีก ๗ ชาติ ทำไม ๗ ชาติล่ะ พระอนาคามีไม่เกิดบนกามภพ เกิดเป็นพรหม แล้วสิ้นกิเลสมันเป็นอย่างไร ทำไมไม่รู้
ไม่รู้อะไรเลยหรือ ไม่รู้อะไรเลย หิว กินข้าวแล้วก็อิ่ม แล้วจิตใจมันจะอิ่มได้อย่างไรล่ะ ก็หิวอยู่อย่างนั้นน่ะ ก็มันไม่รู้ มันสงสัย มันไม่เป็น ถ้ามันเป็น จบ
อกุปปธรรม เป็นในหัวใจดวงนั้น
เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพ ทุกคนทำสิ่งใดก็ได้ ทางโลกและทางธรรม จะเป็นสมบัติของบุคคลคนนั้น เอวัง